04 July 2009

in class 3 July

วันนี้แบบแสนจะเจ็บขาขวา อ่ะ

เมื่อสองวันก่อน เล่นซนไปหน่อยตกจากที่สูงขาไปฟาดเก้าอี้เข้าให้ เขียวกันเลยทีเดียว

ก็เดินกะเผกๆขึ้นไปเรียน ตกจัย !!!!! คิดว่ามาคนแรกของห้องอ่ะ ที่ไหนได้เค้าอยู่ลานร่วมใจกันหมด

ก็เดินไปดูงาน BUBUS Society ลงชื่อกับ IB ด้วย แล้วก็ MK ได้สมุด IBM มาหนึ่งเล่ม

พร้อมกับเขียนความในใจสลักไว้ที่ตัว IBM ใหญ่ๆ


ก็หลังจากนั้น เที่ยงครึ่งก็ไปเข้าเรียน วันนี้อาจารย์พูดถึง Creolization

หมายถึงการกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน

การศึกษาในเรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นชาติ ซึ่งต้องย้อนกลับไปว่า ภาษา ความเชื่อ ฐานคติ ประเพณีหรือข้อห้ามทางสังคมหนึ่งๆ เหล่านี้เป็นรากฐานที่มาของคำว่า Creolization ซึ่งหากจะแปลให้ตรงกับสมัยใหม่ ก็คือ การกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน ปัจจุบันแนวคิดเรื่อง Creolization เริ่มรุนแรงมากขึ้น เพราะอเมริกาเริ่มคิดว่าการชนะด้วยสงครามเศรษฐกิจคงจะทำไม่ได้ง่ายนัก หากแต่ใช้ “สงครามวัฒนธรรม” (Cultural War) ก็จะสามารถชนะได้ในทุกภูมิภาคของโลกโดยการส่งสินค้าอเมริกันตามเข้าไปเมื่อกลืนวัฒนธรรมของชาตินั้นได้แล้ว เช่น การเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนให้ดื่มกาแฟตอนเช้า กินขนมปังไส้หมูหรือฮอทดอก เวลากระหายน้ำก็ดื่มน้ำอัดลมที่มีอยู่เพียง 2 ยี่ห้อที่จะทำให้เป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนทันสมัย เสื้อผ้า กระเป๋า รถยนต์ สารพัดที่เป็นสไตล์อเมริกัน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการตลาดย้อนยุค (Retro Marketing) ที่เราเห็นๆ กันอยู่ถ้าเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่ชาติมหาอำนาจของโลกกำลังใช้วิธี “การกลืนชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติมหาอำนาจ” เราคงต้องกลับมาย้อนหรือพิจารณาดูว่าประเทศไทยหรือชาติของเราจะมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและเพียงพอที่จะต่อต้านยุทธศาสตร์ระดับโลกของชาติมหาอำนาจที่เรารู้จักนี้ได้หรือไม่

อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/print.php?id=16081

และยังมีงานให้ทำอีกด้วยในช่วงท้าย ให้คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยกลืนกลินชาติอื่นได้ด้วยวัฒนธรรม กลุ่มของผมก็คิดเกี่ยวกับ เรื่องของการนำมวยไทยไปเปิดสอนในต่างชาติ และร้านอาหารไทยที่มีแต่เมนูของไทยแท้ๆ วัตถุดิบไทยแท้ๆ แหมแต่น่าเสียได้ ไม่ได้ออกไปพูดหน้าห้อง ฮ่าๆ
จริงๆแล้วเพื่อนกลุ่มอื่นๆก็คิดเหมือนกันๆหมดเลยน่ะ ดูแล้วก็ไม่เรื่อง มวย อาหาร ท่องเที่ยว ก็อะไรทำนองเดียวกันหมด


อาจารย์พูดถึงเรื่องภาษาด้วย
ภาษาที่มีคนพูดมากที่สุดก็คือ ภาษาจีนแมนดาริน รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ

ประชากรประมาณ 1/5 ของโลกพูดภาษาจีนแบบใดแบบหนึ่งเป็นภาษาแม่ ทำให้เป็นภาษาที่มีคนพูดเป็นภาษาแม่มากที่สุด สำเนียงพูดที่ถือเป็นมาตรฐาน คือ สำเนียงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มภาษาแมนดาริน ภาษาจีนกลาง หรือ ภาษาจีนแมนดาริน (Standard Mandarin) เป็นภาษาราชการของสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐจีนหรือไต้หวัน เป็นหนึ่งในภาษาราชการ 4 ภาษาราชการของประเทศสิงคโปร์ (ร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ภาษามาเลย์ และภาษาทมิฬ) และเป็นหนึ่งใน 6 ภาษาที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติ (ร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาสเปน) ภาษาจีนกวางตุ้ง เป็นภาษาราชการของ ฮ่องกง (ร่วมกับภาษาอังกฤษ) และมาเก๊า (ร่วมกับภาษาโปรตุเกส)
นอกจากนี้ ภาษาเขียนยังได้เปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงของภาษาเขียน ช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาพูดอย่างมาก จึงไม่ถูกจำกัดโดยความเปลี่ยนแปลงของภาษาพูดโดยส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน ภาษาจีนใช้อักษรมาตรฐาน 2 รูปแบบทั่วโลก ได้แก่ อักษรจีนตัวเต็ม และ อักษรจีนตัวย่อ

อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/


เรื่องของชนชั้นทางสังคม
ก็มีแบบ blue bloods คือเกิดในระบบพระมหากษัตริย์ เกิดมาก็มีคนนับถืออยู่แล้ว
และ แบบ เกิดจากการแสวงหาเอง คือ คนธรรมดา ทำงานให้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ


ปล.ครั้งที่แล้วที่ไม่ได้อัพบล็อก เพราะผมไม่ได้เข้าเรียนนะครับ พอดีมีไปแข่งกีฬา ก็เลยพลาดไป 1 ที ฮ่า ๆ

No comments:

Post a Comment