วันสุดท้ายของการเรียนช่วง มิดเทอมแล้ว
เข้าเรียน อ.เฟรส ตรงเวลาด้วย
ภูมิใจอยู่อย่างนึงที่มีรายชื่อกลุ่ม และ รายงานการประชุมไปส่ง ฮ่า ๆ ^^
วันนี้เรียนเรื่อง ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ แบ่งได้เป็น
Mercantilism
Absolute Advantage
Comparative Advantage
Heckscher-Ohlin
The Product Life Cycle
National Competitive Advantage
ที่เน้นๆ ก็เห็นจะเป็น ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หรือ Comparative Advantage Theory
ของ เดวิด ริคาร์โด ซึ่งได้แนวคิดมาจาก Absolute Advantage
ทฤษฎีนี้คือ ประเทศที่มีความได้เปรียบในสินค้าชนิดใดควรทำการผลิตสินค้านั้น และซื้อสินค้าที่ประเทศตนไม่มีความชำนาญ
โดยมีข้อจำกัดอยู่ว่า
-สมมติว่ามีประเทศคู่ค้า แค่2ประเทศบนโลก
-สมมติว่ามีสินค้าแค่ 2ชนิดบนโลก
-ไม่รวมการขนส่ง
-และไม่คิดถึงเงิน
อ. ยกตัวอย่างเกี่ยวกับ ประเทศไทยชำนาญการผลิตยางพารา และ ซาอุชำนาญการผลิตน้ำมัน
ไทยมีความชำนาญที่จะผลิตน้ำมันน้อยกว่าซาอุ แต่มีความชำนาญในการผลิตยางพารามากกว่า
ดังนั้นไทยนึงนำแรงงานไปผลิตยางพาราให้หมด และซื้อน้ำมันจากซาอุ เท่าที่ต้องการใช้ก็พอ
(ถ้าเรียนกับ อ.กู๊ด ก็จะเป็น ไทยปลูกปลา มาเลเลี้ยงข้าว เอ้ยยยย ไทยปลูกข้าว มาเลเลี้ยงปลา ^^)
ไม่ใช่ผมพูดผิดนะครับ อ.กู๊ด พูดผิดแบบนี้บ่อยจริงๆ อิอิ แซวๆ
18 July 2009
11 July 2009
04 July 2009
in class 3 July
วันนี้แบบแสนจะเจ็บขาขวา อ่ะ
เมื่อสองวันก่อน เล่นซนไปหน่อยตกจากที่สูงขาไปฟาดเก้าอี้เข้าให้ เขียวกันเลยทีเดียว
ก็เดินกะเผกๆขึ้นไปเรียน ตกจัย !!!!! คิดว่ามาคนแรกของห้องอ่ะ ที่ไหนได้เค้าอยู่ลานร่วมใจกันหมด
ก็เดินไปดูงาน BUBUS Society ลงชื่อกับ IB ด้วย แล้วก็ MK ได้สมุด IBM มาหนึ่งเล่ม
พร้อมกับเขียนความในใจสลักไว้ที่ตัว IBM ใหญ่ๆ
ก็หลังจากนั้น เที่ยงครึ่งก็ไปเข้าเรียน วันนี้อาจารย์พูดถึง Creolization
หมายถึงการกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน
การศึกษาในเรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นชาติ ซึ่งต้องย้อนกลับไปว่า ภาษา ความเชื่อ ฐานคติ ประเพณีหรือข้อห้ามทางสังคมหนึ่งๆ เหล่านี้เป็นรากฐานที่มาของคำว่า Creolization ซึ่งหากจะแปลให้ตรงกับสมัยใหม่ ก็คือ การกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน ปัจจุบันแนวคิดเรื่อง Creolization เริ่มรุนแรงมากขึ้น เพราะอเมริกาเริ่มคิดว่าการชนะด้วยสงครามเศรษฐกิจคงจะทำไม่ได้ง่ายนัก หากแต่ใช้ “สงครามวัฒนธรรม” (Cultural War) ก็จะสามารถชนะได้ในทุกภูมิภาคของโลกโดยการส่งสินค้าอเมริกันตามเข้าไปเมื่อกลืนวัฒนธรรมของชาตินั้นได้แล้ว เช่น การเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนให้ดื่มกาแฟตอนเช้า กินขนมปังไส้หมูหรือฮอทดอก เวลากระหายน้ำก็ดื่มน้ำอัดลมที่มีอยู่เพียง 2 ยี่ห้อที่จะทำให้เป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนทันสมัย เสื้อผ้า กระเป๋า รถยนต์ สารพัดที่เป็นสไตล์อเมริกัน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการตลาดย้อนยุค (Retro Marketing) ที่เราเห็นๆ กันอยู่ถ้าเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่ชาติมหาอำนาจของโลกกำลังใช้วิธี “การกลืนชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติมหาอำนาจ” เราคงต้องกลับมาย้อนหรือพิจารณาดูว่าประเทศไทยหรือชาติของเราจะมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและเพียงพอที่จะต่อต้านยุทธศาสตร์ระดับโลกของชาติมหาอำนาจที่เรารู้จักนี้ได้หรือไม่
อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/print.php?id=16081
และยังมีงานให้ทำอีกด้วยในช่วงท้าย ให้คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยกลืนกลินชาติอื่นได้ด้วยวัฒนธรรม กลุ่มของผมก็คิดเกี่ยวกับ เรื่องของการนำมวยไทยไปเปิดสอนในต่างชาติ และร้านอาหารไทยที่มีแต่เมนูของไทยแท้ๆ วัตถุดิบไทยแท้ๆ แหมแต่น่าเสียได้ ไม่ได้ออกไปพูดหน้าห้อง ฮ่าๆ
จริงๆแล้วเพื่อนกลุ่มอื่นๆก็คิดเหมือนกันๆหมดเลยน่ะ ดูแล้วก็ไม่เรื่อง มวย อาหาร ท่องเที่ยว ก็อะไรทำนองเดียวกันหมด
อาจารย์พูดถึงเรื่องภาษาด้วย
ภาษาที่มีคนพูดมากที่สุดก็คือ ภาษาจีนแมนดาริน รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ
ประชากรประมาณ 1/5 ของโลกพูดภาษาจีนแบบใดแบบหนึ่งเป็นภาษาแม่ ทำให้เป็นภาษาที่มีคนพูดเป็นภาษาแม่มากที่สุด สำเนียงพูดที่ถือเป็นมาตรฐาน คือ สำเนียงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มภาษาแมนดาริน ภาษาจีนกลาง หรือ ภาษาจีนแมนดาริน (Standard Mandarin) เป็นภาษาราชการของสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐจีนหรือไต้หวัน เป็นหนึ่งในภาษาราชการ 4 ภาษาราชการของประเทศสิงคโปร์ (ร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ภาษามาเลย์ และภาษาทมิฬ) และเป็นหนึ่งใน 6 ภาษาที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติ (ร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาสเปน) ภาษาจีนกวางตุ้ง เป็นภาษาราชการของ ฮ่องกง (ร่วมกับภาษาอังกฤษ) และมาเก๊า (ร่วมกับภาษาโปรตุเกส)
นอกจากนี้ ภาษาเขียนยังได้เปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงของภาษาเขียน ช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาพูดอย่างมาก จึงไม่ถูกจำกัดโดยความเปลี่ยนแปลงของภาษาพูดโดยส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน ภาษาจีนใช้อักษรมาตรฐาน 2 รูปแบบทั่วโลก ได้แก่ อักษรจีนตัวเต็ม และ อักษรจีนตัวย่อ
อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/
เรื่องของชนชั้นทางสังคม
ก็มีแบบ blue bloods คือเกิดในระบบพระมหากษัตริย์ เกิดมาก็มีคนนับถืออยู่แล้ว
และ แบบ เกิดจากการแสวงหาเอง คือ คนธรรมดา ทำงานให้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ
ปล.ครั้งที่แล้วที่ไม่ได้อัพบล็อก เพราะผมไม่ได้เข้าเรียนนะครับ พอดีมีไปแข่งกีฬา ก็เลยพลาดไป 1 ที ฮ่า ๆ
เมื่อสองวันก่อน เล่นซนไปหน่อยตกจากที่สูงขาไปฟาดเก้าอี้เข้าให้ เขียวกันเลยทีเดียว
ก็เดินกะเผกๆขึ้นไปเรียน ตกจัย !!!!! คิดว่ามาคนแรกของห้องอ่ะ ที่ไหนได้เค้าอยู่ลานร่วมใจกันหมด
ก็เดินไปดูงาน BUBUS Society ลงชื่อกับ IB ด้วย แล้วก็ MK ได้สมุด IBM มาหนึ่งเล่ม
พร้อมกับเขียนความในใจสลักไว้ที่ตัว IBM ใหญ่ๆ
ก็หลังจากนั้น เที่ยงครึ่งก็ไปเข้าเรียน วันนี้อาจารย์พูดถึง Creolization
หมายถึงการกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน
การศึกษาในเรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นชาติ ซึ่งต้องย้อนกลับไปว่า ภาษา ความเชื่อ ฐานคติ ประเพณีหรือข้อห้ามทางสังคมหนึ่งๆ เหล่านี้เป็นรากฐานที่มาของคำว่า Creolization ซึ่งหากจะแปลให้ตรงกับสมัยใหม่ ก็คือ การกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน ปัจจุบันแนวคิดเรื่อง Creolization เริ่มรุนแรงมากขึ้น เพราะอเมริกาเริ่มคิดว่าการชนะด้วยสงครามเศรษฐกิจคงจะทำไม่ได้ง่ายนัก หากแต่ใช้ “สงครามวัฒนธรรม” (Cultural War) ก็จะสามารถชนะได้ในทุกภูมิภาคของโลกโดยการส่งสินค้าอเมริกันตามเข้าไปเมื่อกลืนวัฒนธรรมของชาตินั้นได้แล้ว เช่น การเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนให้ดื่มกาแฟตอนเช้า กินขนมปังไส้หมูหรือฮอทดอก เวลากระหายน้ำก็ดื่มน้ำอัดลมที่มีอยู่เพียง 2 ยี่ห้อที่จะทำให้เป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนทันสมัย เสื้อผ้า กระเป๋า รถยนต์ สารพัดที่เป็นสไตล์อเมริกัน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการตลาดย้อนยุค (Retro Marketing) ที่เราเห็นๆ กันอยู่ถ้าเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่ชาติมหาอำนาจของโลกกำลังใช้วิธี “การกลืนชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติมหาอำนาจ” เราคงต้องกลับมาย้อนหรือพิจารณาดูว่าประเทศไทยหรือชาติของเราจะมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและเพียงพอที่จะต่อต้านยุทธศาสตร์ระดับโลกของชาติมหาอำนาจที่เรารู้จักนี้ได้หรือไม่
อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/print.php?id=16081
และยังมีงานให้ทำอีกด้วยในช่วงท้าย ให้คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยกลืนกลินชาติอื่นได้ด้วยวัฒนธรรม กลุ่มของผมก็คิดเกี่ยวกับ เรื่องของการนำมวยไทยไปเปิดสอนในต่างชาติ และร้านอาหารไทยที่มีแต่เมนูของไทยแท้ๆ วัตถุดิบไทยแท้ๆ แหมแต่น่าเสียได้ ไม่ได้ออกไปพูดหน้าห้อง ฮ่าๆ
จริงๆแล้วเพื่อนกลุ่มอื่นๆก็คิดเหมือนกันๆหมดเลยน่ะ ดูแล้วก็ไม่เรื่อง มวย อาหาร ท่องเที่ยว ก็อะไรทำนองเดียวกันหมด
อาจารย์พูดถึงเรื่องภาษาด้วย
ภาษาที่มีคนพูดมากที่สุดก็คือ ภาษาจีนแมนดาริน รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ
ประชากรประมาณ 1/5 ของโลกพูดภาษาจีนแบบใดแบบหนึ่งเป็นภาษาแม่ ทำให้เป็นภาษาที่มีคนพูดเป็นภาษาแม่มากที่สุด สำเนียงพูดที่ถือเป็นมาตรฐาน คือ สำเนียงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มภาษาแมนดาริน ภาษาจีนกลาง หรือ ภาษาจีนแมนดาริน (Standard Mandarin) เป็นภาษาราชการของสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐจีนหรือไต้หวัน เป็นหนึ่งในภาษาราชการ 4 ภาษาราชการของประเทศสิงคโปร์ (ร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ภาษามาเลย์ และภาษาทมิฬ) และเป็นหนึ่งใน 6 ภาษาที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติ (ร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาสเปน) ภาษาจีนกวางตุ้ง เป็นภาษาราชการของ ฮ่องกง (ร่วมกับภาษาอังกฤษ) และมาเก๊า (ร่วมกับภาษาโปรตุเกส)
นอกจากนี้ ภาษาเขียนยังได้เปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงของภาษาเขียน ช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาพูดอย่างมาก จึงไม่ถูกจำกัดโดยความเปลี่ยนแปลงของภาษาพูดโดยส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน ภาษาจีนใช้อักษรมาตรฐาน 2 รูปแบบทั่วโลก ได้แก่ อักษรจีนตัวเต็ม และ อักษรจีนตัวย่อ
อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/
เรื่องของชนชั้นทางสังคม
ก็มีแบบ blue bloods คือเกิดในระบบพระมหากษัตริย์ เกิดมาก็มีคนนับถืออยู่แล้ว
และ แบบ เกิดจากการแสวงหาเอง คือ คนธรรมดา ทำงานให้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ
ปล.ครั้งที่แล้วที่ไม่ได้อัพบล็อก เพราะผมไม่ได้เข้าเรียนนะครับ พอดีมีไปแข่งกีฬา ก็เลยพลาดไป 1 ที ฮ่า ๆ
Subscribe to:
Comments (Atom)
